ขนบธรรมเนียมประเพณี

  • ประเพณีบุญเบิกฟ้ามหาสารคาม 

               เนื่องจากชาวอีสานมีความเชื่อ และถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณว่าเมื่อถึงเดือนสาม ขึ้น 3 ค่ำ ฟ้าจะไขประตูน้ำให้ตกลงสู่โลกมนุษย์ จึงให้คนทั้งปวงคอยสังเกตและฟังเสียงฟ้าร้องในวันนี้ ถ้ามีเสียงฟ้าร้องมาจากทิศใดก็จะทำนายลักษณะของฝนประจำปีของทิศนั้นตามตำราโบราณที่กล่าวไว้ ในเดือนสามขึ้น 3 ค่ำนี้เช่นกัน ชาวอีสานเชื่อว่าเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันกบไม่มีปาก นากไม่มีฮูขี้ (ทวารหนัก) จึงถือเป็นฤกษ์สำคัญ ชาวนาขนปุ๋ยคอก (ขี้วัว ขี้ควาย) ไปกองไว้ในนาของตนเองแต่เช้า เพื่อให้ดินอุดม ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้านมาแต่เดิม

            ต่อมาได้จัดให้เป็นประเพณีทางราชการเป็นงานประจำปีของจังหวัดมหาสารคามโดยนายผัน เสนีย์พัลย์ (มหาผัน เสนีย์พัลย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพลับพลาชัย กรุงเทพมหานคร) ชาวบ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ให้คำปรึกษาสำคัญแก่เกษตรอำเภอเชียงยืนเกี่ยวกับการเริ่มประเพณีบุญเบิกฟ้า สำหรับเป็นประเพณีของกลุ่มเกษตรกร โดยจัดขึ้นที่บ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เมื่อปีพุทธศักราช 2528 ทั้งนี้โดยความดำริของนายไสว พราหมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ที่จะหาแนวทางนำประเพณีโบราณของท้องถิ่นมาปรับเป็นแนวทางในการพัฒนาบ้านเมือง จากตำนานฟ้าไขประตูน้ำดังกล่าวแล้ว ชาวมหาสารคามได้นำมาผนวกเข้ากับแนวความคิดและความเชื่อเรื่อง นางโพสพ ประยุกต์ให้เป็นงานประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2532 สมัย ดร.จินต์ วิภาตะกลัศ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด โดยผนวกเข้ากับงานกาชาด ตั้งชื่อว่า งานบุญเบิกฟ้าและกาชาดจังหวัดมหาสารคาม และพิธีสำคัญในงานนี้มีตำนานแม่โพสพ ตำนานสู่ขวัญข้าว ตำนานฟ้าไขประตูน้ำ

  • ตำนานบุญเบิกฟ้า มหาสารคาม    

            ที่มาของบุญเบิกฟ้า  เมื่อปี พ.ศ. 2528 นายสาย โสรธร เกษตรอำเภอเชียงยืน ได้ชักชวนชาวบ้านแบก ตำบลนาทอง อำเภอเชียงยืน ฟื้นฟูประเพณีหาบฝุ่นปุ๋ยคอกไปใส่แปลงนาทุกครัวเรือนเพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีบำรุงดินแบบอีสานและปรากฏว่า ชาวบ้านแบกได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และผลปรากฏว่าผลิตผลข้าวปีนั้นเพิ่มจำนวนขึ้น 50 % ทำให้ชาวบ้านพอใจมาก ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2529 เกษตรอำเภอเชียงยืนได้ย้ายแหล่งรณรงค์เพิ่มผลผลิตแบบอีสาน ไปจัดที่บ้านหนองซอน อำเภอเชียงยืน ในปีนี้นายนิคม มากดี เกษตรจังหวัดได้เชิญสื่อมวลชนไปทำข่าว เผยแพร่ด้วย ปีนั้นนอกจากจะปลุกชาวบ้านให้ช่วยหาบปุ๋ยคอกไปใส่แปลงนาแล้วยังทำพิธีบูชาเทพแม่ธรณีด้วย เครื่องสังเวยต่างๆ   มีเหล้า ไห ไก่ต้มทั้งตัว และของหวานกล้วยอ้อยพร้อมมูลตามแบบพิธีดั้งเดิมที่คนอีสานเคยทำกันมาแต่เลิกร้างการจัดไปหลายปีแล้วแต่ฟื้นขึ้นมาทำใหม่

            งานนี้ถือเป็นการจัดประเพณีที่สมบูรณ์แบบของชาวอีสาน คณะสื่อมวลชนจังหวัดมหาสารคาม นำโดย นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ประธานชมรมฯ เห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีและน่าจะนำมาเป็นงานประจำปีของจังหวัดมหาสารคามด้วย จึงได้ทำโครงการ “งานบุญเบิกฟ้า” เสนอต่อนายไสว พราหมมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น เพื่อให้จัดร่วมกับงานกาชาดประจำปีจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประจำประจำเดือนของจังหวัดโดยได้นิมนต์ พระอริยานุวัติ เจ้าอาวาสวัดมหาชัย ซึ่งเป็นปราชญ์ที่ชาวอีสานยกย่องให้มาให้คำแนะนำและให้ความคิดเห็นด้วย ที่ประชุมได้อภิปรายในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ที่สุดก็มีความเห็นสมควรที่จะจัดเป็นงานประจำปีควบกับงานกาชาด

           แต่ในปี 2530 นั้น นายไสว พราหมณี ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเสียก่อน เลยไม่มีการจัดงานบุญเบิกฟ้าในปีนั้น เมื่อ ดร.จินต์   วิภาตะกลัต ได้มารับตำแหน่งผู้ว่าราชการคนใหม่ นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ได้นำเรื่องนี้เสนอผู้ว่าคนใหม่ ซึ่ง ดร. จินต์ ก็เห็นด้วยที่จะจัดงานนี้ให้เป็นงานประเพณีประจำปีของจังหวัดมหาสารคาม โดยการร่วมกับงานกาชาดในปี 2531 เป็นปีแรก และจังหวัดมหาสารคามได้กำหนดจัดงานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาดประจำปี 2531 รวม 7 วัน 7 คืน โดยเริ่มงานในวันขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 เป็นต้นมา งานบุญเบิกฟ้าจึงเริ่มตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป

          วัตถุประสงค์หลักของการจัดงานบุญเบิกฟ้าฯ

          1.    เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาอีสานเกี่ยวกับการบำรุงดินให้คงไว้ 
          2.    เพื่อกระตุ้นเตือนให้เกษตรกรรู้คุณค่าของการบำรุงดิน 
          3.    เพื่อให้ความรู้ด้านการเกษตรไร้สารเคมีเป็นพิษแก่ผู้บริโภค
          4.    เพื่อแสดงถึงวิทยาการก้าวหน้าของการผลิตเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชประสงค์ 
          5.    เพื่อหารายได้ส่งเสริมกิจการการเกษตรแลละกาชาด

         ดังนั้น การจัดงานบุญเบิกฟ้าและกาชาดของจังหวัดมหาสารคามจึงมีคุณค่าต่อการอยู่ดีกินดีของประชาชน ที่ควรค่าแก่การสืบทอด ซึ่งสมควรจัดให้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของงานให้มากที่สุดด้วย

  •  ตำนานแม่โพสพ 

               ในปฐมกาลเป็นช่วงว่างศาสนาขณะมนุษย์และสัตว์ในโลกกำลังแสวงหาพืชเป็นอาหารหลักอยู่นั้นก็เกิดแรงบันดาลใจกับเทพธิดาองค์หนึ่งในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ถึงขั้นตั้งปณิธานว่าจะอุทิศร่างกายให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ จึงไปขอพรจากพระอินทร์ครั้นได้รับพรแล้วก็จุติมาเกิดในมนุษยโลก
    แรกเกิดในมนุษยโลก เป็นหญิงรูปงาม และยังไม่ทราบว่าจะอุทิศร่างกายให้เป็นประโยชน์แก่สัตว์และมนุษย์ได้อย่างไร จึงเข้าไปไหว้ขอพรจากฤาษีตาไฟ ขณะนั้นฤาษีกำลังจะเข้าฌาน บังเอิญได้ยินเสียงผิดสังเกตจึงลืมตาดู อำนาจสายตาที่ร้อยแรงจึงไหม้หญิงรูปงามเหลือเฉพาะกระดูก ฤาษีสงสัยว่าเจ้าของกระดูกประสงค์อะไรจึงเข้ามาไหว้ ขณะนั้นฤาษีได้หยิบเต้าแก้วบรรจุน้ำมนต์วิเศษประพรมลงไปที่กองกระดูก ชั่วพริบตาก็ปรากฏว่าร่างหญิงสาวอยู่ตรงหน้าฤาษี ได้ทราบจากคำบอกเล่าของนางว่า เธอต้องการอุทิศร่างกายเป็นประโยชน์แก่มนุษย์และสัตว์ ทั้งต้องการให้ร่างกายมีกลิ่นหอม ฤาษีจึงบันดาลให้ร่างกายนางเป็นเมล็ดข้าวขนาดใหญ่เท่าลูกมะพร้าว มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน ให้ชื่อนางผู้นี้ว่า โพสพ เป็นเทพธิดาขวัญข้าว
 
  • ตำนานสู่ขวัญข้าว 

              ข้าวเป็นอาหารของสัตว์และมนุษย์ติดต่อกันมายาวนาน กาลครั้งหนึ่งหญิงหม้ายได้นำเมล็ดข้าวมาประกอบอาหารก็บ่นว่าข้าวเมล็ดโตเกินไปยากแก่การตักตำ นึ่ง หุง เป็นอาหาร จึงบ่นและใช้ไม้คานทุบตีจนข้าวแตกกระจัดกระจายออกเป็นเมล็ดเล็ก ๆ ขวัญข้าวตกใจจึงพาเมล็ดข้าวบินเข้าไปป่าหิมพานต์ทำให้ชาวมนุษย์และสัตว์โลกเดือดร้อนเพราะไม่มีอาหารจึงขอร้องให้ฤาษีทำพิธีเชิญขวัญข้าวกลับมาจากป่าหิมพานต์ ขวัญข้าวก็บินกลับมา จากนั้นเมื่อชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวและนำขึ้นยุ้งฉางเสร็จแล้ว ถึงเดือนสามทุกปีจะประกอบพิธีเรียกสู่ขวัญข้าว (เรียกขวัญข้าว) เป็นการปลอบขวัญนางโพสพทุกปี เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วจึงจะเริ่มตักข้าวจากยุ้งมาบริโภค
  • ตำนานเบิกฟ้าหรือฟ้าไขประตูน้ำ 

              เมื่อถึงเดือนสามเป็นการเริ่มเข้าฤดูใหม่ของการเกษตร ชาวบ้านเริ่มถางไร่นาสวนและสนใจเรื่องเกณฑ์น้ำฝนในปีนี้ มีความเชื่อว่าแต่ละปีจะมีเสียงฟ้าร้องเป็นปฐมฤกษ์ในกาลปีใหม่ หรือเป็นวันเทวาเปิดประตูน้ำ มีบันทึกเป็นตำราไว้ในหนังสือก้อม (ใบลาน) ชื่อเรื่องว่า ฟ้าไขบักตูน้ำ ความว่า ในคืนเดือนสามขึ้นสามค่ำนี้ ฟ้าจะร้องทิศใดทิศหนึ่งในแปดทิศ มีทิศบูรพาเป็นต้น ถ้าฟ้าร้องทิศไหนก็จะมีคำทำนายเกณฑ์น้ำฝนและความเป็นอยู่ของประชาชนในปีนั้น เช่น ฟ้าร้องทิศบูรพา ถือว่าเทวดาไขประตูเหล็กสำหรับเปิดน้ำฝนปีนั้น น้ำฝนจะตกมากในต้นปี ส่วนปลายปีน้ำฝนจะมีปริมาณน้อย ตำรานี้เรียกว่าตำราฟ้าไขประตูน้ำ จารึกไว้ในหนังสือก้อม ต่อมามีผู้เรียกชื่อใหม่ว่า ตำนานเบิกฟ้า ดังข้อความจากหนังสือก้อมฉบับค้นพบที่วัดบ้านหนองหล่ม อำเภอเมืองมหาสารคาม และวัดบ้านองบัง อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
 
 
::  Link  ::

Home ::

 พิพิธภัณฑ์วัดมหาชัย

 ข้อมูลทั่วไปจังหวัด

 วณอุทยานโกสัมพี

 โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร สถานบันเทิง

 พุทธมณฑลอีสาน

 แหล่งโบราณสถาน

 ถิ่นฐานอารยธรรม

 วิถีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง

 วัดพระยืน

 ประเพณีวัฒนธรรม

 ป่าดูนลำพัน

 เว็ปบอร์ด ทั้งหมด

 รวบรวมเว็บไซต์ในมหาสารคาม

 ติดต่อเรา


 
ที่มา : ระบบฐานข้อมูลท้องถิ่น สถาบันราชภัฎมหาสารคาม




  
Loading
  Online Users      
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.taksilanakhon.com

"มหาสารคาม"
เมืองมหาสารคาม
กันทรวิชัย
แกดำ
พยัคฆภูมิพิสัย
กุดรัง
วาปีปทุม
บรบือ
ยางสีสุราช
ชื่นชม
โกสุมพิสัย
นาดูน
เชียงยืน
นาเชือก
สมาชิก Log in
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
ลืม รหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
จุดเด่นมหาสารคามในความเห็นคุณ
ท่องเที่ยว
การศึกษา
น้ำใจผู้คน
สงบน่าอยู่
วัฒนธรรมประเพณี
การเกษตร
การค้าการลงทุน
น้ำแร่ธรรมชาติ แหล่งภูพาน ภูพานทอง
ไร่ภูพานรีสอร์ท อ.ภูพาน จ.สกลนคร
สามล้อ ธำรงค์ไทย อ.บรบือ

โฆษณา"ฟรี"..เพื่อธุรกิจของคนตักสิลานคร 60x120px สนใจติดเว็บลิงค์..ที่นี่